วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บทที่ 6 E - commerce : Digital Markets,Digital Goods


บทที่ 6  E - commerce : Digital Markets,Digital Goods
โครงสร้างของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์แบ่งออกมาเป็น 3 ส่วน ดังนี้
           1. กิจกรรมส่วนหน้า (Front office) เป็นกิจกรรมที่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งหมายถึง ส่วนของการซื้อ - ขาย หรือส่วนที่ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ลูกค้าในที่นี้อาจจะหมายถึงผู้บริโภค ผู้นำเข้า หรือองค์กรธุรกิจ
           2. กิจกรรมส่วนหลัง (Intra - back office) หมายถึงกิจกรรมธุรกิจที่เกิดต่อเนื่องจากส่วนแรก เพื่อนำข้อมูลจากการสั่งซื้อของลูกค้ามาประมวลผลภายในองค์กรได้แก่ การตรวจสอบสินค้าคงคลัง การเบิกสินค้า การสั่งบรรจุหีบห่อ การสั่งผลิต การออกใบเสร็จรับเงิน การบันทึกบัญชี และรวมถึงการส่งมอบสินค้า
          3. กิจกรรมกับองค์กรภายนอก (Extra - back office) หมายถึงกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมส่วนหลัง เพื่อทำธุรกิจติดต่อกับองค์กรภายนอก เช่น ผู้ขายวัตถุดิบ บริษัทขนส่ง ทั้งนี้โดยการติดต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบเครือข่ายสาธารณะ หรือระบบเครือข่ายเฉพาะกลุ่มซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าก็ได้
E - Business & E – Commerce
        ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (E - Business) หมายถึง การดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง โดยมีการประยุกต์ใช้ในทุกกิจกรรมของธุรกิจทั้งกิจกรรมส่วนหน้า (Front office) และกิจกรรมส่วนหลัง (Back office) รวมทั้งการเชื่อมต่อกับระบบการค้ากับองค์กรภายนอกด้วยโดยมีการใช้เทคโนโลยีเครือข่ายและการสื่อสารทั้งในรูปแบบอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต เช่น การเชื่อมต่อกับธนาคารโดยใช้ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (E - Banking)หรือการเชื่อมต่อกับผู้ขายโดยผ่านห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ (E - Supply Chain)
          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E - Commerce) หมายถึง การดำเนินการซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างธุรกิจ บุคคล ภาครัฐ และองค์การสาธารณะ โดยผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องติดต่อซื้อขายกันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน เช่น อินเทอร์เน็ต และสามารถทำการแลกเปลี่ยนและติดต่อในเรื่องต่าง ๆ เช่น การชำระเงิน การจัดส่ง ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางกายภาพก็ได้
กรอบการทำงานของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
กรอบการทำงานของ e - commerce ตามรูปแบบจำลอง แบ่งองค์ประกอบออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
1. การประยุกต์ใช้ (E - commerce Application)
2. โครงสร้างพื้นฐาน (E - commerce Infrastructure)
3. การสนับสนุน (E - commerce Supporting)
4. การจัดการ (E - commerce Management)
รูปแบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
การแบ่งรูปแบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) กระบวนการ (Process) และตัวแทนการส่งมอบสินค้า (agent) อาจแบ่งรูปแบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้
        1. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูปแบบ (Pure E - commerce or Virtual Pure Play Organization) คือการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบดิจิทัลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ การชำระเงิน และการส่งมอบสินค้า ได้แก่ การซื้อขายสินค้าดิจิทัล (digital product) และสินค้าเสมือนจริง (virtual product) เช่น โปรแกรม เพลง และเกม
        2.  พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบบางส่วน (Partial E - commerce) คือการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่บางขั้นตอนยังใช้กระบวนการการทางกายภาพ และบางขั้นตอนเป็นรูปแบบดิจิทัล เช่น การสั่งซื้อหนังสือมีขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าเป็นแบบดิจิทัล ส่วนการส่งมอบสินค้าเป็นกระบวนการทางภายภาพ
ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์พอ
ประเภทชองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
        แบ่งประเภทตามคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มธุรกิจที่ค้ากำไร (Profit) และ 2. กลุ่มธุรกิจที่ไม่ค้ากำไร (Non-Profit) การแบ่งประเภท EC ตาม 2 กลุ่มหลัก มีดังนี้
โมเดลทางธุรกิจของ EC
โมเดลการดำเนินธุรกิจ อาจแบ่งเป็น 3 แบบ ดังนี้ 
1. บริคแอนด์มอร์ต้า (Brick and Mortar)
2. บริคแอนด์คลิ๊ก (Brick and Click)
3. คลิ๊กแอนด์คลิ๊ก (Click and Click)
1. กลุ่มธุรกิจที่ค้ากำไร (Profit) แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
          1.1 Business to Consumer (B2C)
          1.2 Business to Business (B2B)
          1.3 Consumer to Business (C2B)
          1.4 Consumer to Consumer (C2C)
2. กลุ่มธุรกิจที่ไม่ค้ากำไร (Non-Profit) แบ่งเป็น
          2.1 Business to Governent (B2G)
          2.2 Government to Citizen (G2C)
          2.3 Business to Employee (B2E)
          2.4 Exchange to exchange (E2E)
          2.5 Intrabusiness EC
          2.6 Collaborative Commerce (C-commerce)
ประเภทของสินค้าและบริการ
          แบ่งประเภทของสินค้าและบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตามความหมายขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ได้ดังนี้
1.       สินค้าที่จับต้องได้ (Tangible Goods) หมายถึงสินค้าที่มีลักษณะทางกายภาพ หรือตัวจนที่สามารถจับต้องได้ หรือมีน้ำหนัก ผู้ขายจะต้องทำการส่งสินค้าผ่านช่องทางการขนส่งต่างๆ เพื่อให้สินค้านั้นๆ ไปให้ถึงมือลูกค้า ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหาร สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน ของขวัญ และของชำร่วย เป็นต้น
2.       สินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Goods) หรือสินค้าดิจิทัล (digital goods)หมายถึงสินค้าที่มีลักษณะเป็นสื่อดิจิทัลในรูปแบบต่างๆที่มีลักษณะเป็นไฟล์และสามารถส่งผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นสินค้าที่สามารถทำการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาจำหน่ายสินค้า การเจรจาต่อรอง การตกลงทำสัญญาซื้อขาย การชำระเงิน และการส่งสินค้า เช่น เพลง ภาพยนตร์/วิดีโอ และซอฟต์แวร์ เป็นต้น
3.       กลุ่มสินค้าบริการ (Services) หมายถึงการให้บริการในรูปแบบต่างๆ ที่ผู้ขายจัดขึ้นเพื่อให้บริการแก่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร บริการจองตั๋วเครื่องบิน บริการรถเช่า บริการทัวร์ บริการฝากขายอสังหาริมทรัพย์ และบริการข้อมูลต่างๆ เป็นต้น รวมถึงการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต เช่น ผู้บริการทางอินเทอร์เน็ต (internet service provider : ISP) การบินการข้อมูลข่าวสารของพอร์ทอลไซต์ (portal site) และเสริช์เอ็นจิน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งประเภทอื่นๆ ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามลักษณะกระบวนการเกิดรายการ ได้แก่
Mobile Commerce (M-commerce) เป็นการทำธุรกรรมของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สาย เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเลต
Social Commerce (S-commerce)
Nonbusiness E-commerce เป็นการทำธุรกรรมในหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร เช่น องค์กรทางศาสนา สถาบันการศึกษาและองค์กรทางสังคม เพื่อช่วยลดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้น้อยลง
ประเภทของเว็บไซต์ EC
           1. เว็บไซต์แค็ตตาล๊อกสินค้าออนไลน์ (Online Catalog Web site) เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจในซื้อสินค้า เช่น www.tarad.com  
           2. ร้านค้าออนไลน์ (E-shop web site) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ที่มีความสมบูรณ์แบบโดยมีทั้งระบบการจัดการสินค้า ระบบตะกร้าสินค้า ระบบการชำระเงิน ระบบการขนส่ง ผู้ซื้อสามารถทำการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านเว็บไซต์ได้ทันที เช่น www.thaigem.com
          3. ประมูลสินค้า (Auction) เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของการนำเสนอการประมูลสินค้า โดยเป็นการแข่งขันกันเสนอราคาระหว่างผู้ต้องการประมูล และขายให้กับผู้ให้ราคาสูงสุด เช่น www.ebay.com
          4.  การประกาศซื้อขาย (E-classified) เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจประกาศความต้องการซื้อขายสินค้าของตนได้ภายในเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์นี้จะทำหน้าที่เหมือนกระดานข่าวและตัวกลางในการแสดงข้อมูลสินค้าและผู้ประกาศ เช่น www.pantipmarket.com
          5. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-marketplace) เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของตลาดนัดขนาดใหญ่ โดยมีการรวบรวมเว็บไซต์ของร้านค้าต่าง ๆ และจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูสินค้าภายในร้านค้าต่าง ๆ ภายในตลาดได้อย่างสะดวกง่ายดาย เช่น www.tarad.com , www.thaiambon.com
หลักการตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
หลักการตลาดของธุรกิจทั่วไปจะมีการนำหนัก 4p มาใช้คือ
-          Product
-          Price
-          Place
-          Promotion
แต่หลักการตลาดของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต จะมีหลักการเพิ่มขึ้นมาตามสถานการณ์ของการประยุกต์ใช้ คือ
     -    Personalization  การให้บริการส่วนบุคคล
-          Privacy  การรักษาตวามเป็นส่วนตัว
คุณลักษณะของสินค้าที่จะซื้อขายได้บน EC
1. เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ
2. มีความหลากหลายของสินค้า
3. สินค้ามีความแตกต่างจากคู่แข่งและเป็นสินค้าที่มีคุณลักษณะพิเศษซึ่งคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
4. ราคาของสินค้าและบริการควรจะอยู่ในระดับที่ซื้อขายคล่อง และมีหลายระดับให้เลือก
5. ลักษณะของสินค้าควรเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักเบา มีขนาดใหญ่พอสมควร
          6. ง่ายต่อการจัดส่ง หรือไม่ต้องทำการจัดส่ง หรือการจัดส่งควรอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
          7.เป็นสินค้าหรือบริการที่มียี่ห้อ แบรนด์ดังหรือคนรู้จักอยู่แล้ว
          8. เป็นสินค้าหรือบริการที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก เข้าใจง่าย แพร่หลาย
          9. เป็นสินค้าที่มีส่วนต่างของกำไรมาก
          10. ผู้จำหน่ายวัตถุดิบหรือผู้ผลิตสินค้าเป็นผู้มีความสามารถทางการจัดการ
ขั้นตอนการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1.       การหาข้อมูล/การโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Searching and Advertising)
การให้ข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้รับสาร ในฝั่งของผู้ส่งสารจะต้องสื่อสารให้ได้ประสิทธิภาพคือการสร้างข้อมูลให้มีคุณภาพ สามารถสืบค้นได้ง่าย อ่านแล้วเข้าใจง่าย ส่วนผู้รับสารก็ต้องการความสะดวกในการรับสารที่ต้องการ และต้องมีความเข้าใจเพื่อประกอบการตัดสินใจในการที่จะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าต่อไป
การโฆษณาประชาสัมพันธ์ อาจทำได้โดย 1. การใช้เว็บไซต์ของตนเองในการทำประชาสัมพันธ์ โดยให้ลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับข่าวสารรายการสินค้าใหม่ หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจ การมีกิจกรรมพิเศษ การมีเว็บบอร์ด (web board) เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าชมลับมายังเว็บไซต์อีก 2. การประชาสัมพันธ์บน World wide web เช่น การโฆษณาโดยใช้แบนเนอร์ การแลกเปลี่ยนลิงค์ (Link) หรือแบนเนอร์กับเว็บไซต์อื่นๆ การจดทะเบียนกับเซิอร์เอ็นจิน (Search Engine) การมีเว็บไซต์อยู่ในไดเร็กทอรี (Directory) 3. การประชาสัมพันธ์ในที่อื่นๆบนอินเทอร์เน็ต ได้แก่ Newsgroup คือแหล่งชุมนุมของผู้ที่สนใจในเรื่องราวเดียวกันบนอินเทอร์เน็ต
          2. การทำธุรกรรม (Transcation) หลังจากสืบค้นข้อมูลและได้รับข่าวสารการประชาสัมพันธ์แล้ว ลูกค้าจะต้องตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้า หรือไม่ซื้อสินค้าต่อไป ต่อไป ถ้าดสินใจว่าจะซื้อจะเริ่มตั้งแต่การทำคำสั่งซื้อ การชำระเงินค่าสินค้าไปจนถึงการจัดส่งสินค้า
          3.  การทำคำสั่งซื้อ (Ordrering) เมื่อได้ข้อมูลเพียงพอและต้องการจะทำการซื้อสินค้าหรือจะทำ
ธุรกรรมกันแล้ว  ในฝั่งผู้ขายต้องมีระบบการรับคำสั่งซื้อที่มีประสิทธิภาพรับอยู่ เป็นต้น
          3.1  ระบบตะกร้าสินค้า (Shopping Carts) มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ เช่น แสดงรายละเอียดที่ดูได้ง่ายกว่าได้ทำการสินค้าใดๆ ไว้บ้างแล้วในตะกร้า รวมแล้วค่าสินค้าเป็นเท่าไร ภาษีค่าจัดส่งต่างๆ ควรแสดงให้เห็นด้วย 
          3.2  ระบบการกรอกข้อมูลลงแบบฟอร์ม  มีความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในการสั่งซื้อสินค้าและบริการมากกว่าระบบตะกร้าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าและบริการประเภทที่ต้องการรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ
          3.3 สั่งซื้อผ่านทาง E-mail
          3.4 สั่งซื้อผ่านทาง Social network
          4. การชำระเงิน (Payment) เป็นขั้นตอนที่สำคัญและต้องการความปลอดภัย จึงควรมีวิธีการให้ลูกค้าสามารถใช้บริการให้มากที่สุดที่สะดวกกับทั้งทางผู้ค้าและลูกค้า แบ่งวิธีการชำระเงินเป็น
      1.  ระบบการชำะเงินแบบออนไลน์ ลูกค้าสามารถที่จะชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงผ่านทาง
             -     บัตรเครดิต (Credit card)
             -     เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Cash)
             -     เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Cheque)
             -     ชำระเงินผ่านผู้ให้บริการชำระเงิน เช่น Paypal,Paysbuy
             -     ชำระผ่าน Internet Banking เช่น บริการ Mobile Banking ของธนาคาร
             2.  การชำระเงินแบบออฟไลน์ ใช้วิธีอื่นในการชำระเงินเอง เช่น
             -     ชำระเงินกับพนักงานส่งสินค้า
             -     โอนเงินผ่านระบบธนาคารในประเทศ - ผ่านบัญชีธนาคาร,ATM
             -     โอนเงินระหว่างประเทศ - Western Union
             -     โอนเงินผ่านที่ทำการไปรษณีย์  -  ไปรษณีย์ธนาณัติ
             -     ชำระที่ทำการไปรษณีย์ - Pay at post
             5. การจัดส่งสินค้า (Delivery) การจัดส่งสินค้าขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าของสินค้า การจัดส่งจึงมี 2 รูปแบบคือ
         1. สินค้าที่จับต้องได้ จะต้องมีวิธีการจัดส่งให้ลูกค้าเลือกได้หลายวิธี
             -     จัดส่งสินค้าโดยพนักงานขนส่งสินค้า (Cash on Delivery : C.O.D.)
             -     จัดส่งสินค้าโดยผ่านทางไปรษณีย์ ทั้งพัสดุไปรษณีย์ในประเทศและต่างประเทศ มีระบบติดตามการฝากส่ง “Track & Trace” ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th
         2. สินค้าที่จับต้องไม่ได้ การจัดส่งจะทำการส่งผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ดาวน์โหลดเพลงหรือข้อมูล การเป็นสมาชิกดูข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ เป็นต้น
                  






วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คำถามบท 4 บท 5 และกรณีศึกษา Lego


สมาชิก
1. นายทศพล ยิ่งเจริญ                          58127328004

2.นายพลวัต กางถิ่น                            58127328007

3. นายนันธวัฒน์ จันทร์นา                     58127328032

4. นางสาว ณัฐฐินันท์ วิเศษเผ่า               58127328012  


5. นางสาว ฐิตินันท์ ชื่นจิตร์                   58127328028


The Lego Group, which is headquartered in Billund, Denmark, is one of the largest toy manufacturers in the world. Lego’s main products have been the bricks and figures that children have played with for generations. The Danish company has experienced sustained growth since its founding in 1932, and for most of its history its major manufacturing facilities were located in Denmark. In 2003, Lego was facing tough competition from imitators and manufacturers of electronic toys. In an effort to reduce costs, the group decided to initiate a gradual restructuring process that continues today. In 2006, the company announced that a large part of its production would be outsourced to the electronics manufacturing service company Flextronics, which has plants in Mexico, Hungary, and the Czech Republic. The decision to outsource production came as a direct consequence of an analysis of Lego’s total supply chain. To reduce labor costs, manually intensive processes were outsourced, keeping only the highly skilled workers in Billund. Lego’s workforce was gradually reduced from 8,300 employees in 2003 to approximately 4,200 in 2010. Additionally, production had to be relocated to places closer to its natural markets. As a consequence of all these changes, Lego transformed itself from a manufacturing firm to a market-oriented company that is capable of reacting fast to changing global demand. Lego’s restructuring process, coupled with doubledigit sales growth in the past few years, has led to the company’s expansion abroad and made its workforce more international. These changes presented supply chain and human resources challenges to the company. The supply chain had to be reengineered to simplify production without reducing quality. Improved logistics planning allowed Lego to work more closely with retailers, suppliers, and the new outsourcing companies. At the same time, the human resources (HR) department needed to play a more strategic role inside the company. HR was now responsible for implementing effective policies aimed at retaining and recruiting the most qualified employees from a diversity of cultural backgrounds. Adapting company operations to these changes required a flexible and robust IT infrastructure with business intelligence capabilities that could help management perform better forecasting and planning. As part of the solution, Lego chose to move to SAP business suite software. SAP AG, a German company that specializes in enterprise software solutions, is one of the leading software companies in the world. SAP’s software products include a variety of applications designed to efficiently support all of a company’s essential functions and operations. Lego chose to implement SAP’s Supply Chain Management (SCM), Product Lifecycle Management (PLM), and Enterprise Resources Planning (ERP) modules. The SCM module includes essential features such as supply chain monitoring and analysis as well as forecasting, planning, and inventory optimization. The PLM module enables managers to optimize development processes and systems. The ERP module includes, among other applications, the Human Capital Management (HCM) application for personnel administration and development. SAP’s business suite is based on a flexible threetier client-server architecture that can easily be adapted to the new service-oriented architecture (SOA) available in the latest versions of the software. In the first tier, a client interface—a browser-type graphical user interface (GUI) running on either a laptop, desktop, or mobile device—submits users’ requests to the application servers. The applications servers (the second tier in the system) receive and process clients’ requests. In turn, these application servers send the processed requests to the database system (the third tier) which consists of one or more relational databases. SAP’s business suite supports databases from different vendors, including those offered by Oracle, Microsoft, MySQL, and others. The relational databases contain tables that store data on Lego’s products, daily operations, the supply chain, and thousands of employees. Managers can easily use the SAP query tool to obtain reports from the databases because it does not require any technical skill. Additionally, the distributed architecture enables authorized personnel to have direct access to the database system from the company’s various locations, including those in Europe, North America, and Asia. SAP’s ERP-HCM module includes advanced features such as “Talent Manager” as well as those for handling employee administration, reporting, and travel and time management. These features allow Chapter 6 Foundations of Business Intelligence: Databases and Information Management 281 246-285 Ch6 Global.indd 281 2/19/2015 11:56:38 AM Lego’s HR personnel to select the best candidates, schedule their training, and create a stimulus plan to retain them. It is also possible to include performance measurements and get real-time insight into HR trends. Using these advanced features, together with tools from other software vendors, Lego’s managers are able to track employees’ leadership potential, develop their careers, and forecast the recruiting of new employees with certain skills. The investments that The Lego Group has made in information systems and business re-design have paid off handsomely. In 2013 the Group increased sales by 11% to €3,403 million against €3,103 million the year before. Operating profit increased 10% to €1,118. Full-time employees increased to 11,755 as the company expanded production in Asia. In the first half of 2014, revenue increased 15 percent compared with the same period last year measured, and profits increased by 12% when compared to the similar period in 2013. Reflecting its growing emphasis on developing a global company, and its substantial investment in global information systems both in the supply chain and the distribution chain, The Lego Group in 2014 is showing strong, long-term growth in all regions. In Europe, America, and Asia, sales growth has been in the double digits for over five years despite the fact that the Global Great Recession (2008 to 2013) led to flat sales of toys worldwide. In the Asian region, growth in Lego sales varied from market to market. China’s growth in consumer sales of more than 50% was the most significant in the region. This supports The Lego Group’s ambitions to further globalize the company and make Asia a significant contributor to future growth. During April 2014 The Lego Group opened its first factory in China, located in Jiaxing, and a new office in Shanghai, which is one of five main offices globally for The Lego Group. The executives of Lego believe there is huge potential in Asia, and they are moving to be located close to their Asian customers. Lego executives believe that there is tremendous potential in Asia, and have decided to learn more about the Asian market and build capabilities in the region. The new factory and office represent a significant expansion of the Lego physical presence in the region. According to executives, in combination with their existing office in Singapore, the Shanghai office and the new factory enable strategically important
functions to be located close to their customers as well as children and parents in China and Asia. The decision to place a Lego factory in China is a direct consequence of The Lego Group’s ambition to have production placed close to core markets. This same philosophy has led to expansions of the Lego factory in the Czech Republic, and an entirely new factory was opened in Nyiregyhaza, Hungary, in March 2014. These factories, along with the parent factory in Denmark, serve the European markets. To serve the Americas faster and with customized products, the company expanded its Lego factory in Monterrey, Mexico. Executives believe the global approach to information systems and production facilities enables the company to deliver Lego products to retailers and ultimately to children all over the world very fast, offering a world class service to consumers. In 2014, in addition to its growth across a variety of markets, The LEGO Movie was also released to overwhelmingly positive reviews, bolstering the company’s brand and allowing it to develop a new array of products based on the movie’s themes. The Lego Group is primed to continue its growth throughout 2015 and beyond using its organizational flexibility and the concepts it has honed for years. The company is responding to its customers and releasing new versions of some of its most popular sets of toys, including its Bionicle series of block sets. The company also launched a new office with 120 employees and an additional 80 more to come in 2015, complete with an innovative work environment without assigned desk spaces and emphasizing creativity over rigid routines. Like their expansion into Asia, the new office represents an effort to establish a global presence with offices and employees around the world to reach as many potential families and children as possible. So far, Lego has built an impressive worldwide presence, block by block. Sources: Roar Trangbaek, “New London Office Supports Lego Group Strategy to Reach Children Globally, Newsroom, www. lego.com, November 2014; Roar Trangbaek, “Global Lego Sales Up 15 Percent in First Half of 2014,” Newsroom, www.lego.com, 2014; Jens Hansegard, “Oh, Snap! Lego’s Sales Surpass Mattel,” Wall Street Journal, September 4, 2014; “How Lego Became World’s Hottest Toy Company,” Economist, March 9, 2013; “Business 2010: Embracing the Challenge of Change,” Economist Intelligence Unit, February 2005, http://graphics. eiu.com/files/ad_pdfs/ Business%202010_Global_ FINAL. pdf, accessed November 16, 2010; “Lego Creates Model Business Success with SAP and IBM,” IBM Global Financing, May 19, 2010, www-01.ibm.com/software/ 282 Part Two Information Technology Infrastructure 246-285 Ch6 Global.indd 282 2/19/2015 11:56:38 AM success/cssdb.nsf/CS/STRD- 85KGS6?OpenDocument, October 20, 2010; “Human Resources as an Exponent of Good Governance” (in Danish), www.sat.com, October 20, 2010; “Lego, the Toy of the Century Had to Reinvent the Supply-Chain to Save the Company,” Supply Chain Digest, September 25, 2007, www.scdigest.com/ assets/on_target/07-09-25- 7.php?cid=1237, accessed November 16, 2010; G. W. Anderson, T. Rhodes, J. Davis, and J. Dobbins, SAMS Teach Yourself SAP in 24 hours (Indianapolis, IN: SAMS,
แปล
กลุ่มเลโก้ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในบิลลุนด์ประเทศเดนมาร์กเป็นหนึ่งในผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตภัณฑ์หลักของเลโก้เป็นอิฐและตัวเลขที่เด็ก ๆ เล่นมานานหลายชั่วอายุคน บริษัท เดนมาร์กมีประสบการณ์การเติบโตอย่างยั่งยืนตั้งแต่ก่อตั้งในปีพ. ศ. 2475 และส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์โรงงานผลิตรายใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเดนมาร์ก ในปี 2546 เลโก้กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากจากผู้เลียนแบบและผู้ผลิตของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มนี้จึงตัดสินใจที่จะเริ่มดำเนินการปรับโครงสร้างที่ค่อยๆดำเนินไปเรื่อย ๆ ในวันนี้ ในปีพ. ศ. 2549 บริษัท ได้ประกาศว่าการผลิตส่วนใหญ่จะเป็น บริษัท ภายนอกที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของ
Flextronics ซึ่งมีโรงงานอยู่ในเม็กซิโกฮังการีและสาธารณรัฐเช็ก การตัดสินใจผลิต outsource เป็นผลโดยตรงจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของ Lego เพื่อลดต้นทุนแรงงานกระบวนการเข้มข้นด้วยตนเองถูก outsource ซึ่งทำให้แรงงานที่มีทักษะสูงใน Billund มีเพียงคนเดียวเท่านั้น พนักงาน Lego ลดลงเรื่อย ๆ จาก 8,300 คนในปี 2546 เป็นประมาณ 4,200 คนในปี 2553 นอกจากนี้การผลิตต้องย้ายไปอยู่ใกล้กับตลาดธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเลโก้จึงเปลี่ยนจาก บริษัท ผู้ผลิตไปเป็น บริษัท ที่มุ่งเน้นตลาดซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว ขั้นตอนการปรับโครงสร้างของ Lego ควบคู่ไปกับการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ บริษัท มีการขยายงานในต่างประเทศและทำให้พนักงานของ บริษัท มีความเป็นสากลมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานและทรัพยากรบุคคลของ บริษัท ห่วงโซ่อุปทานต้องได้รับการปรับรื้อปรับระบบเพื่อลดการผลิตโดยไม่ลดคุณภาพ การวางแผนด้านโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นทำให้เลโก้สามารถทำงานใกล้ชิดกับผู้ค้าปลีกซัพพลายเออร์และ บริษัท ผู้รับเหมาช่วงใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ในเวลาเดียวกันฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จำเป็นต้องมีบทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้นภายใน บริษัท ตอนนี้ HR เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาและคัดเลือกพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดจากความหลากหลายของภูมิหลังทางวัฒนธรรม การปรับการดำเนินการของ บริษัท เพื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพพร้อมด้วยความสามารถในการจัดการอัจฉริยะทางธุรกิจซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถคาดการณ์และวางแผนได้ดีขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเลโก้เลือกที่จะย้ายไปใช้ซอฟต์แวร์ SAP Business Suite SAP AG ซึ่งเป็น บริษัท สัญชาติเยอรมันที่เชี่ยวชาญด้านโซลูชันซอฟต์แวร์ระดับองค์กรเป็นหนึ่งใน บริษัท ซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ของเอสเอพีประกอบด้วยแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทุกฟังก์ชั่นและการปฏิบัติที่สำคัญของ บริษัท เลโก้เลือกใช้ SAP's Supply Chain Management (SCM), Product Lifecycle Management (PLM) และโมดูล Enterprise Resources Planning (ERP) โมดูล SCM มีคุณลักษณะที่สำคัญเช่นการตรวจสอบและวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานตลอดจนการคาดการณ์การวางแผนและการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลัง โมดูล PLM ช่วยให้ผู้จัดการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและระบบการพัฒนา โมดูล ERP ประกอบด้วย โมดูลช่วยให้ผู้จัดการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและระบบการพัฒนา โมดูล ERP ประกอบด้วยโปรแกรมประยุกต์การจัดการทุนมนุษย์ (HCM) สำหรับการบริหารและพัฒนาบุคลากร ชุดธุรกิจของ SAP ใช้สถาปัตยกรรมแบบ client-server แบบยืดหยุ่นซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับสถาปัตยกรรมที่ให้บริการใหม่ (SOA) ที่มีอยู่ในเวอร์ชันล่าสุดของซอฟต์แวร์ ในส่วนแรกอินเทอร์เฟซไคลเอ็นต์ - อินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI) ชนิดเบราว์เซอร์ที่ทำงานบนแล็ปท็อปเดสก์ท็อปหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่จะส่งคำขอของผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน เซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน (ชั้นที่สองในระบบ) จะรับและประมวลผลคำขอของลูกค้า ในทางกลับกันเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชันเหล่านี้จะส่งคำขอประมวลผลไปยังระบบฐานข้อมูล (ชั้นที่สาม) ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์อย่างน้อยหนึ่งฐาน ชุดธุรกิจของ SAP สนับสนุนฐานข้อมูลจากผู้ขายรายต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอโดย Oracle, Microsoft, MySQL และอื่น ๆ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ประกอบด้วยตารางที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเลโก้การปฏิบัติงานประจำวันโซ่อุปทานและพนักงานหลายพันคน ผู้จัดการสามารถใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลของ SAP เพื่อขอรับรายงานจากฐานข้อมูลได้เนื่องจากไม่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคใด ๆ นอกจากนี้สถาปัตยกรรมแบบกระจายช่วยให้ผู้มีอำนาจสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลได้โดยตรงจากสถานที่ต่างๆของ บริษัท รวมทั้งในยุโรปอเมริกาเหนือและเอเชีย โมดูล ERP-HCM ของ SAP ประกอบด้วยคุณลักษณะขั้นสูงเช่น "Talent Manager" รวมถึงการจัดการการบริหารงานของพนักงานการรายงานและการจัดการด้านการเดินทางและเวลา คุณลักษณะเหล่านี้ช่วยให้บทที่ 6 ฐานข้อมูลของ Business Intelligence: ฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูล 281 246-285 Ch6 Global.indd 281 2/19/2015 11:56:38 AM เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Lego เพื่อเลือกผู้สมัครที่ดีที่สุดกำหนดเวลาการฝึกอบรมและสร้าง แผนการกระตุ้นเพื่อรักษาไว้ นอกจากนี้ยังสามารถรวมการวัดประสิทธิภาพและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มทรัพยากรบุคคลได้แบบเรียลไทม์ การใช้คุณลักษณะขั้นสูงเหล่านี้ร่วมกับเครื่องมือจากผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์รายอื่นผู้บริหารของ Lego สามารถติดตามโอกาสในการเป็นผู้นำของพนักงานพัฒนาอาชีพและคาดการณ์การสรรหาพนักงานใหม่ด้วยทักษะบางอย่าง การลงทุนที่เลโก้กรุ๊ปทำขึ้นในระบบข้อมูลและการออกแบบใหม่ทางธุรกิจได้ผุดขึ้นมาอย่างดี ในปี 2556 กลุ่ม บริษัท มียอดขายเพิ่มขึ้น 11% เป็น 3,403 ล้านยูโรเทียบกับ 3,103 ล้านยูโรในปีก่อนหน้า กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 10% เป็น 1,118 ยูโร พนักงานที่ทำงานเต็มเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 11,755 เนื่องจาก บริษัท ขยายการผลิตในเอเชีย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2014 รายได้เพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วและกำไรเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2013 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนา บริษัท ระดับโลกและการลงทุนที่สำคัญใน ระบบข้อมูลทั่วโลกทั้งในห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การกระจายกลุ่มเลโก้ในปี 2557 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาวในทุกภูมิภาค ในยุโรปอเมริกาและเอเชีย,ยอดขายเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักมานานกว่าห้าปีแม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในโลก (2008-2013) ทำให้ยอดขายทั่วโลกลดลง ในภูมิภาคเอเชียการเติบโตของยอดขายของเลโก้แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด การเติบโตของยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่มีมากกว่า 50% นับเป็นความสำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะสนับสนุนความทะเยอทะยานของเลโก้กรุ๊ปในการทำให้ บริษัท เป็นสากลมากยิ่งขึ้นและทำให้เอเชียเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต ในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2557 เลโก้กรุ๊ปได้เปิดโรงงานแห่งแรกในประเทศจีนซึ่งตั้งอยู่ในเจียซิ่งและเป็นสำนักงานแห่งใหม่ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักงานใหญ่ทั่วโลกของกลุ่มเลโก้ ผู้บริหารของเลโก้เชื่อว่ามีศักยภาพมากในเอเชียและพวกเขากำลังจะย้ายไปตั้งอยู่ใกล้กับลูกค้าชาวเอเชีย ผู้บริหารเลโก้เชื่อว่ามีศักยภาพมหาศาลในเอเชียและตัดสินใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดเอเชียและสร้างศักยภาพในภูมิภาคนี้ โรงงานแห่งใหม่และสำนักงานแสดงการขยายตัวทางกายภาพของเลโก้ในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ ตามที่ผู้บริหารรวมกับสำนักงานที่มีอยู่ในสิงคโปร์สำนักงานเซี่ยงไฮ้และโรงงานแห่งใหม่นี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์
การทำงานที่จะตั้งอยู่ใกล้กับลูกค้าของพวกเขาเช่นเดียวกับเด็กและผู้ปกครองในประเทศจีนและเอเชีย การตัดสินใจที่จะวางโรงงานเลโก้ในประเทศจีนเป็นผลโดยตรงจากความปรารถนาของเลโก้กรุ๊ปในการผลิตที่วางใกล้กับตลาดหลัก ปรัชญาเดียวกันนี้นำไปสู่การขยายโรงงานเลโก้ในสาธารณรัฐเช็กและเปิดโรงงานใหม่ทั้งหมดใน Nyiregyhaza ประเทศฮังการีในเดือนมีนาคม 2014 โรงงานเหล่านี้พร้อมโรงงานแม่ในเดนมาร์กให้บริการในตลาดยุโรป เพื่อรองรับอเมริกาได้เร็วขึ้นและมีผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่งเอง บริษัท จึงขยายโรงงาน Lego ในเมือง Monterrey ประเทศเม็กซิโก ผู้บริหารเชื่อว่าแนวทางทั่วโลกสำหรับระบบข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตช่วยให้ บริษัท สามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์เลโก้ไปยังร้านค้าปลีกและเพื่อเด็ก ๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วโดยนำเสนอบริการระดับโลกแก่ผู้บริโภค ในปี 2014 นอกเหนือจากการเติบโตในตลาดต่างๆภาพยนตร์เลโก้ยังได้รับการปล่อยตัวออกสู่ความคิดเห็นในเชิงบวกอย่างท่วมท้นการเสริมสร้างแบรนด์ของ บริษัท และช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตามธีมของภาพยนตร์ได้ เลโก้กรุ๊ปมีเป้าหมายที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดปีพ. ศ. 2558 และนอกเหนือจากการใช้ความยืดหยุ่นขององค์กรและแนวคิดที่ได้ทำมาตลอดหลายปี บริษัท กำลังตอบสนองต่อลูกค้าและออกชุดของเล่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นชุดรวมทั้ง Bionicle ชุดชุดป้องกัน นอกจากนี้ บริษัท ยังได้เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ที่มีพนักงาน 120 คนและอีก 80 แห่งที่จะเข้ามาในปีพ. ศ. 2558 พร้อมกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นนวัตกรรมใหม่โดยไม่ต้องมีพื้นที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายและเน้นความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจวัตรที่เข้มงวด เช่นการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคเอเชียสำนักงานแห่งใหม่นี้แสดงถึงความพยายามในการสร้างเครือข่ายทั่วโลกพร้อมสำนักงานและพนักงานทั่วโลกเพื่อเข้าถึงครอบครัวและเด็กที่มีศักยภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น พนักงานทั่วโลกเข้าถึงครอบครัวและเด็กที่มีศักยภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนถึงขณะนี้เลอโก้ได้สร้างตัวตนที่น่าประทับใจทั่วโลกโดยการบล็อก

CASE STUDY QUESTIONS
6-13 Explain the role of the database in SAP’s three tier system.
6-14 Explain why distributed architectures are flexible.
6-15 Identify some of the business intelligence features included in SAP’s business software suite.
6-16 What are the main advantages and disadvantages of having multiple databases in a distributed architecture? Explain.

แปล
คำถามการศึกษากรณี
6-13 อธิบายบทบาทของฐานข้อมูลในระบบสามชั้นของ SAP
ตอบ การบริหารและพัฒนาบุคลากร ชุดธุรกิจของ
SAP ใช้สถาปัตยกรรมแบบ client-server แบบยืดหยุ่นซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับสถาปัตยกรรมที่ให้บริการใหม่ (SOA) ที่มีอยู่ในเวอร์ชันล่าสุดของซอฟต์แวร์ ในส่วนแรกอินเทอร์เฟซไคลเอ็นต์ - อินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI) ชนิดเบราว์เซอร์ที่ทำงานบนแล็ปท็อปเดสก์ท็อปหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่จะส่งคำขอของผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน เซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน (ชั้นที่สองในระบบ) จะรับและประมวลผลคำขอของลูกค้า ในทางกลับกันเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชันเหล่านี้จะส่งคำขอประมวลผลไปยังระบบฐานข้อมูล (ชั้นที่สาม) ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์อย่างน้อยหนึ่งฐาน ชุดธุรกิจของ SAP สนับสนุนฐานข้อมูลจากผู้ขายรายต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอโดย Oracle, Microsoft, MySQL และอื่น ๆ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ประกอบด้วยตารางที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเลโก้การปฏิบัติงานประจำวันโซ่อุปทานและพนักงานหลายพันคน
6-14 อธิบายว่าทำไมสถาปัตยกรรมแบบกระจายจึงมีความยืดหยุ่น
ตอบ ช่วยให้ผู้มีอำนาจสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลได้โดยตรงจากสถานที่ต่างๆของ บริษัท
6-15 ระบุคุณลักษณะทางธุรกิจบางอย่างที่รวมอยู่ในชุดซอฟต์แวร์ทางธุรกิจของ SAP
ตอบ 
บริษัท เลโก้เลือกใช้
SAP's Supply Chain Management (SCM), Product Lifecycle Management (PLM) และโมดูล Enterprise Resources Planning (ERP) โมดูล SCM มีคุณลักษณะที่สำคัญเช่นการตรวจสอบและวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานตลอดจนการคาดการณ์การวางแผนและการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลัง โมดูล PLM ช่วยให้ผู้จัดการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและระบบการพัฒนา โมดูล ERP ประกอบด้วย โมดูลช่วยให้ผู้จัดการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและระบบการพัฒนา โมดูล ERP ประกอบด้วยโปรแกรมประยุกต์การจัดการทุนมนุษย์ (HCM) สำหรับการบริหารและพัฒนาบุคลากร ชุดธุรกิจของ SAP ใช้สถาปัตยกรรมแบบ client-server แบบยืดหยุ่นซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับสถาปัตยกรรมที่ให้บริการใหม่ (SOA) ที่มีอยู่ในเวอร์ชันล่าสุดของซอฟต์แวร์ ในส่วนแรกอินเทอร์เฟซไคลเอ็นต์ - อินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI) ชนิดเบราว์เซอร์ที่ทำงานบนแล็ปท็อปเดสก์ท็อปหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่จะส่งคำขอของผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน เซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชัน (ชั้นที่สองในระบบ) จะรับและประมวลผลคำขอของลูกค้า ในทางกลับกันเซิร์ฟเวอร์แอ็พพลิเคชันเหล่านี้จะส่งคำขอประมวลผลไปยังระบบฐานข้อมูล (ชั้นที่สาม) ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์อย่างน้อยหนึ่งฐาน ชุดธุรกิจของ SAP สนับสนุนฐานข้อมูลจากผู้ขายรายต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอโดย Oracle, Microsoft, MySQL และอื่น ๆ
6-16 ข้อดีและข้อเสียหลักของการมีฐานข้อมูลหลายฐานในสถาปัตยกรรมแบบกระจายอย่างไร อธิบาย.
ตอบ     ข้อดี
- ผู้มีอำนาจสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลได้โดยตรงจากสถานที่ต่างๆ
- สามารถรวมการวัดประสิทธิภาพและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มทรัพยากรบุคคลได้แบบเรียลไทม์
- มีข้อมูลและการออกแบบใหม่ทางธุรกิจขึ้นมาอย่างดีขึ้นและ มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
ข้อเสีย

- การดูแลรักษาทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีการกระจายตัวของระบบไปตามจุดต่าง ๆ
- ความถูกต้องของข้อมูล อาจเกิดผลกระทบเนื่องจากข้อมูลกระจายอยู่หลายจุด
- การรักษาความปลอดภัยข้อมูลทำได้ยากขึ้น







วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศโครงสร้างพื้นฐาน


เทคโนโลยีสารสนเทศโครงสร้างพื้นฐาน


ปัญหาของการจัดการข้อมูลในอดีต
     ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นเอกสารหรือการจัดเก็บด้วยระบบฐานข้อมูลที่ใช้ ภาษาคอมพิวเตอร์ในการเขียนชุดคำสั่ง เริ่มมีการเขียนด้วยภาษาในยุคที่ 3 เช่น ภาษาฟอร์เทรน ภาษาโคบอล ภาษาซี เป็นต้น กระบวนการเขียนโปรแกรมชุดคำสั่งจะต้องเขียนโดยการใช้โครงสร้างข้อมูล การสร้างแฟ้ม แทรกข้อมูล แก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูล อาจเกิดปัญหาหลาย ๆ อย่าง  ปัญหาเหล่านั้นได้แก่ ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลไม่มีความอิสระ แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อนกันมาก แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย และไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง เป็นต้น รายละเอียด มีดังนี้
1. ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล
 การดำเนินงานกับแฟ้มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นจะต้องเขียนคำสั่งต่างๆ ในโปรแกรมเพื่อสร้างแฟ้มข้อมูล ใช้แฟ้มข้อมูล และปรับปรุงแฟ้มข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน รูปแบบของคำสั่งเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ แล้ว
2.แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระ
 ในระบบแฟ้มข้อมูลถ้ามีการแก้ไขโครงสร้างข้อมูลใหม่ ย่อมส่งผลกระทบถึงคำสั่งที่ได้เขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วย เนื่องจากการเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบแฟ้มข้อมูล ต้องใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเรียกข้อมูลในแฟ้มข้อมูลโดยตรง
3. แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อนมาก           
เนื่องจากการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้นต้องมีการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด จุดประสงค์หลักของการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อการลดความซ้ำซ้อนนั่นเองสาเหตุที่ต้องลดความซ้ำซ้อน เนื่องจากความยากในการปรับปรุงข้อมูล กล่าวคือถ้าเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายแห่ง
4. แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย
 เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สามารถตรวจสอบกฎบังคับความถูกต้องของข้อมูลให้ได้ ถ้าต้องการควบคุมข้อมูลโปรแกรมเมอร์ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมกฎระเบียบต่างๆ เองทั้งหมด
5.แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย
 ในระบบฐานข้อมูล ถ้าหากทุกคนสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งหมดได้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบางส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของผู้บริหาร หากไม่มีการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูล ฐานข้อมูลจะไม่สามารถใช้เก็บข้อมูลบางส่วนได้  ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่มีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ข้อมูลของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้สัญญาณดิจิตอลในการทำงานต่าง ๆ เช่น เก็บข้อมูล ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ ดังนั้นการมองข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่เหมือนผู้ใช้งาน

1. บิท (Bit) มายถึง ค่าที่เล็กที่สุด ที่คอมพิวเตอร์รู้จัก เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า และสัญญาณของกระแสไฟฟ้ามี 2 สภาวะ คือ สภาวะที่วงจรมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านกับวงจรที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
2. ไบท์ (Byte) คือ การนำบิทมารวมกันเพื่อใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษรและสัญลักษณ์ ต่าง ๆ ในปัจจุบัน 1 ไบท์ ประกอบด้วยบิท 8 บิท ซึ่งสามารถสื่อความหมายได้256 แบบ ลักษณะการนำบิทมารวมกันเพื่อใช้แทนข้อมูลของมนุษย์นั้น มีระบบมาตรฐานในการกำหนดรหัสแทนข้อมูล 2 ระบบ
การมองข้อมูลของผู้ใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์มองข้อมูลในลักษณะบิทและไบท์ ดังที่กล่าวมาแล้ว ในขณะที่ผู้ใช้งานมองข้อมูลในลักษณะโครงสร้างข้อมูลดังนี้
1. ตัวอักขระ (Character) หมายถึง สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้งาน ตัวอักขระ
1 ตัว เมื่อนำไปเก็บในคอมพิวเตอร์จะเรียกว่า 1 ไบท์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.1 ตัวเลข (Nuneric) คือ เลขฐาน 10 ซึ่งมีลักษณ์ใช้ 10 ตัว คือ 0, 1, 2, 3, 4,5, 6, 7, 8, 9
1.2 ตัวอักษร (Alphabetic) คือ ตัวอักษร A ถึง Z ตัวอักษร a ถึง z
1.3 สัญลักษณ์พิเศษ (Special Symbol) คือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องหมาย
2. เขตข้อมูล (Field) หรือ รายการ(Item) คือ การนำตัวอักขระมาประกอบกันแล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
3. ระเบียน (Record) คือ กลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่นเรคคอร์ดของสินค้าประกอบด้วยเขตข้อมูลของสินค้า
4. แฟ้มข้อมูล (File) คือ การนำเรคคอร์ดชนิดเดียวกันมารวมไว้ด้วยกัน เช่นแฟ้มข้อมูลสินค้า (ดูตัวอย่าง ระเบียนสินค้าข้างบน)
4.1 แฟ้มข้อมูลหลัก (Master File) คือ แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลถาวร(Permanent data) ที่มีความทันสมัยและตรงกับความเป็นจริง
4.2 แฟ้มรายการ (Transaction File) คือ แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลัก เก็บเป็นรายการย่อย ๆ
โครงสร้างการจัดเก็บแฟ้มข้อมูล (File Organization)
 อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลมีหลายชนิด ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการข้อมูลให้อยู่ในโครงสร้างที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ใช้และง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดเก็บข้อมูล (Store)
1) โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential file Organization)เน้นโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงใช้กับงานประมวลผลที่มีข้อมูลขนาดใหญ่และมีการกำหนดช่วงเวลาประมวลผล
2) โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (Random File Organization) เป็นโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่ใช้อุปกรณ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Direct Access Storage Device)เช่น ดิสก์ ซีดี การจัดเก็บวิธีนี้จะมีแฟ้มข้อมูล 2 ชุด คือ แฟ้มข้อมูลหลัก ซึ่งระเบียนข้อมูลที่จัดเก็บไม่เรียงลำดับกับแฟ้มดัชนี (Indexts)
5. ฐานข้อมูล (Database) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มข้อมูล ซึ่งผู้ใช้พบว่าโปรแกรมทุกโปรแกรมที่เขียนขึ้นจะต้องมีการสร้างแฟ้มข้อมูลขึ้นเฉพาะการใช้งานของโปรแกรมนั้น ๆ
5.1 ฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น มีโครงสร้างคล้ายต้นไม้กลับหัว ข้อมูลจะมีความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก (Parent to Child) โดยมี Pointer ชี้และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many)
5.2 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย เป็นโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงสร้างแบบลำดับขั้น
5.3 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เป็นการออกแบบโครงสร้างของข้อมูลให้อยู่ในรูปตาราง (Table) 2 มิติ
ปัญหาในการใช้ข้อมูล
ปัญหาในการใช้ข้อมูล
ปัญหาในการใช้ข้อมูลทุติยภูมิ  การใช้ข้อมูลทุติยภูมิมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1)ความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
2) ความทันสมัยของข้อมูล

3) การขาดหายไปของข้อมูลบางรายการ
นอร์มัลไลเซชัน (Normalization)

         ความซ้ำซ้อนของข้อมูลทำให้ข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ส่วนที่ซ้ำซ้อนเป็นปัญหาของตารางข้อมูล (รีเลชั่น) แต่สามารถขจัดได้ด้วยขบวนการนอร์มัลไลเซชัน โดยการนอร์มัลไลเซชันถูกคิดค้นโดย E.F.Codd ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำเค้าร่างของ relation มาทำให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นบรรทัดฐาน (Normal Form) เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบเค้าร่างของ relation เป็นการออกแบบที่เหมาะสม

          นอร์มัลไลเซชัน คือ กระบวนที่ดำเนินการอย่างเป็นลำดับเพื่อลดปัญหาการซ้ำซ้อนของข้อมูล จึงกล่าวได้ว่านอร์มัลไลเซชันเป็นการออกแบบเพื่อลดความซ้ำซ้อนในข้อมูล
การนอร์มอลไลท์เซชันคือการแปลงข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบตาราง (รีเลชันนัล) จากรูปแบบที่มีความซ้ำซ้อนให้อยู่ในรูปที่ใช้งานได้ง่าย เพื่อให้ทำการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในรีเลชันได้โดยไม่เกิดความผิดพลาด
หมายเหตุ การขึ้นต่อกันแบบทรานซิทีฟ (Transitive Dependency) หมายถึง แอตทริบิวต์ที่ไม่ใช่คีย์หลักสามารถระบุค่าแอตทริบิวต์อื่น
กระบวนการนอร์มัลไลเซชัน ( Normalization Process ) เป็นกระบวนการเค้าร่างของรีเลชันมาทำให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นบรรทัดฐาน ( Normal Form ) เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบเค้าร่างของรีเลชันเป็นการออกแบบที่เหมาะสม กระบวนการนอร์มัลไลเซชันมีหลายระดับ (แต่ปฏิบัติการทำนอร์มอลไลซ์จะเริ่มจาก E-R Model ก่อน)
ประโยชน์นอร์มัลไลเซชัน คือ
          1. ลดที่ว่างที่ต้องใช้ในการเก็บข้อมูล
          2. ลดความผิดพลาดและความไม่ตรงกันของข้อมูลในฐานข้อมูล
          3. ลดการสูญเสียเวลาการเข้าถึงข้อมูลที่เกิดซ้ำซ้อนในข้อมูลของการลบและแก้ไขข้อมูล
          4. เพิ่มความคงทนแก่โครงสร้างฐานข้อมูล
แผนผังความสัมพันธ์ นอร์มัลไลเซชัน
           นอร์มัลไลเซชัน  เป็นกระบวนการเพื่อพัฒนาการ เชื่อมต่อของข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาของตารางข้อ(รีเลชั่น) ที่ว่าการออกแบบฐานข้อมูลทั้งทางตรรกะ และทางกายภาพที่ได้ออกมาใช้ได้หรือยัง การนอร์มัลไลเซชันแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ  ได้แก่
นอร์มัลฟอร์ม - ระดับที่1 - (First Normal Form (1NF)), ทุกแอททริบิวต์ในแต่ละแถวมีค่าของข้อมูลเพียงค่าเดียว
ตารางหรือรีเลชันที่ไม่มีกลุ่มข้อมูลใดๆซ้ำอยู่ในรีเลชัน คือ ทุกช่องในรีเลชันจะต้องมีข้อมูลเพียงค่าเดียวเท่านั้น  สรุป " รีเลชันใดจะอยู่รูป 1NF ได้ รีเลชันั้นจะต้องไม่มีข้อมูลซ้ำอยู่ "
ดังนั้นจะต้องกำจัดกลุ่มข้อมูลซ้ำออกไปแล้วทำการหาคีย์หลักของรีเลชัน อาจจะต้องมีการแตกรีเลชันเป็นหลายรีเลชันก็ได้
Database
Database หรือ ฐานข้อมูล คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ โดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล
ระบบฐานข้อมูล (Database System) คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มที่มีข้อมูล เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแลรักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่าง
ผู้ใช้และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (data base management system)มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมา โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล
ประโยชน์ของฐานข้อมูล
1 ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ข้อมูลบางชุดที่อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูลอาจมีปรากฏอยู่หลาย ๆ แห่ง เพราะมีผู้ใช้ข้อมูลชุดนี้หลายคน เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูลแล้วจะช่วยให้ความซ้ำซ้อนของข้อมูลลดน้อยลง
2 รักษาความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากฐานข้อมูลมีเพียงฐานข้อมูลเดียว ในกรณีที่มีข้อมูลชุดเดียวกันปรากฏอยู่หลายแห่งในฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกัน ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลนี้ทุก ๆ แห่งที่ข้อมูลปรากฏอยู่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามกันหมดโดยอัตโนมัติด้วยระบบจัดการฐานข้อมูล
2.3 การป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลทำได้อย่างสะดวก การป้องกันและรักษาความปลอดภัยกับข้อมูลระบบฐานข้อมูลจะให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความปลอดภัย(security) ของข้อมูลด้วย

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 3 โครงสร้างทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ


โครงสร้างทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
Information Technology Infrastructure

โครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นกรอบงานบูรณาการภายใต้เครือข่ายดิจิตอลทำงานอยู่ โครงสร้างพื้นฐานนี้ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูล, เครื่องคอมพิวเตอร์, เครือข่ายคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์จัดการฐานข้อมูลและระบบการกำกับดูแลในเทคโนโลยีสารสนเทศและบนอินเทอร์เน็ต โครงสร้างพื้นฐานเป็นฮาร์ดแวร์ทางกายภาพที่ถูกใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายตัวและผู้ใช้หลายคน โครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วยสื่อการส่งผ่าน, รวมทั้งสายโทรศัพท์, สายเคเบิลทีวี, ดาวเทียมและเสาอากาศ และยังมีเราท์เตอร์หลายตัวที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเทคโนโลยีการส่งผ่านทั้งหลายที่แตกต่างกันในการใช้งานบางครั้ง โครงสร้างพื้นฐานหมายถึงการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ และไม่ติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมต่อกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบางคน โครงสร้างพื้นฐานถูกมองว่าเป็นทุกอย่างที่สนับสนุนการไหลและการประมวลผลของข้อมูลบริษัทโครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอินเทอร์เน็ต พวกเขามีอิทธิพลว่าที่ไหนบ้างต้องมีการเชื่อมโยง, ที่ไหนบ้างที่ข้อมูลจะต้องถูกทำให้
สามารถเข้าถึงได้ และ จำนวนข้อมูลที่สามารถดำเนินการได้และทำได้รวดเร็วได้อย่างไร

วิวัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที
วิวัฒนาการของเทคโนโลยี หมายถึง การพัฒนาวิธีการ สิ่งของเครื่องใช้ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาสนองความต้องการ หรือเพิ่มความสามารถในการทำงานของมนุษย์โดยมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตลักษณะทางกายภาพ วัสดุ หน้าที่ใช้สอย การใช้งาน รวมถึงประสิทธิภาพของวิธีการ สิ่งของเครื่องใช้หรือผลิตภัณฑ์นั้นอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก และยังมีผลต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อราว พ.ศ.2500 เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่หลาย จะมีเพียงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารและเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูล ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่อประสมจะช่วยเสริมและสนับสนุนงานด้านสารสนเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่มี่บทบาทเพิ่มขึ้น พ.ศ.2528 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้มีการเรียนคอมพิวเตอร์จากเดิมเป็นวิชาเลือก แต่ในปัจจุบันกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเรียน เพื่อให้เยาวชนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการสารสนเทศมากที่สุด คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีวิวัฒนาการการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ดังนี้
ยุคที่ 1 การประมวลผลข้อมูล(Data Processing Era)
  -ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลของงานประจำ
 ยุคที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(Management Information System)
-มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยในการตัดสินใจดำเนินการในด้านต่างๆ
ยุคที่ 3 การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ(Information Resource Management)
-การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเน้นถึงการใช้สารสนเทศที่จะช่วยในการตัดสินใจนำหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ
ยุคที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคไอที(Information Technology Era)
-ความเจริญของเทคโนโลยีมีสูงมาก มีการขยายขอบเขตการประมวลผลข้อมูลไปสู่การสร้างและการผลิตสารสนเทศ และเน้นความคิดของการให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นวัตถุประสงค์สำคัญ

แนวโน้มของเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์
 เครื่องคอมพิวเตอร์มีสมรรถนะสูงขึ้น โดยเฉพาะการทำงานได้เร็วขึ้น มีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี
คอมพิวเตอร์จะราคาเท่าเดิม แต่จะทำงานได้ดีกว่าเดิม 50 เท่าในด้านความเร็วและหน่วยความจำ ตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท อินเทล (Intel) กล่าวคือ ชิปจะมีความสามารถในการประมวลผลเพิ่มเป็นเท่าตัว
ในทุก 18 เดือน แต่ปัจจุบันการใช้วัสดุซิลิคอนผลิตชิปถึงจุดตีบตันเริ่มไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
 เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถแก้ปัญหาได้เอง (self-solving problem) เมื่อมีข้อผิดพลาด โดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ โดยเป็นฮาร์ดแวร์ที่มีซอฟต์แวร์ฝังตัว (embedded system) เพื่อการทำงานเฉพาะ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ
        การใช้นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology) นาโนเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะมีบทบาทในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่มีสมรรถนะสูงขึ้น เพราะใช้การเรียงตัวเองของอนุภาคขนาดเล็ก คือ อะตอมหรือโมเลกุลในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและถูกต้องทำให้สามารถพัฒนาโครงสร้างวัสดุหรือสสารอันมีคุณสมบัติพิเศษรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กมากแต่มีสมรรถนะสูง
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในอนาคต
นาโนเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยีในการควบคุมและผลิตสรรพสิ่งด้วยความแม่นยำระดับอะตอมนี้กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราอย่างรวดเร็ว บทบาทหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดในอนาคตก็คือการเข้ามาแก้ปัญหาที่เป็นจุดตีบตันของวงการอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ในนามของ "นาโนอิเล็กทรอนิกส์" รัฐบาลของประเทศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่าง สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ล้วนสนับสนุนให้นักวิจัยสาขานี้เร่งรีบทำงานเพื่อเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ สำหรับประเทศไทยนั้น หากเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะเก็บตกเทคโนโลยีเก่าอย่างไมโครอิเล็กทรอนิกส์แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว เราก็คงจะต้องเริ่มทำอะไรก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยของประเทศก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
แนวโน้มของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์
ในอนาคตซอฟต์แวร์จะยิ่งเอื้อให้ใช้งานได้ง่าย  ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มาก  ขณะเดียวกันมีลักษณะการใช้งานเชิงกราฟิก และการปฏิสัมพันธ์ที่โต้ตอบกันได้ทันทีมากขึ้น มีเครื่องมือช่วยผู้ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคู่มือ คำถามที่ใช้บ่อยและอื่นๆ   ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง ขณะเดียวกันซอฟต์แวร์เหล่านี้ยังพยายามพัฒนาบนมาตรฐาน เช่น ซอฟต์แวร์ในองค์การปัจจุบันออกแบบให้ทำงานกับคอมพิวเตอร์หลากหลายลักษณะ เช่น คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ พีดีเอ เป็นต้น และยังมีมาตรฐานในการนำเสนอและจัดการเนื้อหาได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเอชทีเอ็มแอลและเอ็กซ์เอ็มแอล  ขณะเดียวกันยังเป็นซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ เพื่อเทคโนโลยีที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ที่มีแนวโน้มทีจะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้า เป็นกระแสของการพัฒนาและรูปแบบการใช้งาน ได้แก่ Multi-touch, Concurrent programming, Mashup, Service-oriented business applications (SOBA), Cloud Computing, Portable Personality, Social Network Analysis, Video Telepresense และ Microblogging เทคโนโลยีบางตัวอาจสร้างรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือการใช้ชีวิตประจำ วันของเราเปลี่ยนไป บางตัวอาจทำให้การพัฒนาโปรแกรมและสภาพแวดล้อม มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน หรือมีการเชื่อมประสานระหว่างกันได้ง่ายขึ้นทำให้เกิดแอปพลิเคชันที่มีความ หลากหลายมากขึ้น

Multi-touch เป็นเทคโนโลยีที่สามารถรับ Input ได้หลายจุดพร้อมๆ กัน ต่างจากเทคโนโลยีแบบ Single-touch เช่น การใช้ Mouse ซึ่งสามารถรับรู้จุดการเลือกในเวลาหนึ่งได้เพียงจุดเดียว ดังนั้น Multi-touch จึงเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างออกไป โดยส่วนใหญ่จะเป็นการรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของนิ้ว มือของผู้ใช้เพื่อเป็นการเลือกใช้เลื่อน หรือขยายวัตถุที่แสดงผลอยู่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่นำเทคโนโลยี Multi-touch มาใช้แล้ว เช่น เครื่อง iPhone ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่สามารถย่อย-ขยายรูปภาพ โดยใช้นิ้วสองนิ้ว เป็นต้นเชื่อมโยงระบบสารสนเทศต่าง ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันและสนับสนุนการทำงานของทั้งองค์การ

กรณีศึกษา AMERICA’S CUP: THE TENSION BETWEEN TECHNOLOGY AND HUMAN DECISION MAKERS

AMERICA’S CUP: THE TENSION BETWEEN TECHNOLOGY AND HUMAN DECISION MAKERS On September 25, 2013, Oracle Team USA pulled off one of the gre...